คำอธิบายวิธีสวดมนต์

        รายการมงคลสามัญใช้สวดเจ็ดตำนาน จะสวดพิสดารหรือยอดแล้วแต่โอกาส หรือตามแต่ผู้เป็นประธานจะเห็นสมควร

          ๑. วิธีสวดพิสดาร คือ สวดไปตามลำดับที่จัดไว้ ไม่ต้องตัดแต่มีข้อที่พึงสังเกต คือ

สัมพุทเธ กับ โย จักขุมา เมื่อสวดบทใดบทหนึ่งแล้ว อีกบทหนึ่งไม่ต้องสวด ถ้าตั้งขันน้ำมนต์ต้องสวด นะโม ๘ บทด้วย

ถ้าไม่ได้ตั้งขันน้ำมนต์ไม่ต้องสวด บท รตะนัตตะยัปปะภาวาภิยาจะนะคาถา (อะระหัง ของเก่า) เลิกใช้แล้ว ระตะนัต

ตะยัปปะภาวสิทธิคาถา (อะระหัง ของใหม่) ใช้สวดในราชการ หรือในงานของรัฐ ยังยัง เทวะ

มะนุสสานัง ใช้สวดในพระราชฐาน นอกจากนี้ส่วนไปจนจบ (ดังบทแสดงวิธีสวด)

          ๒. วิธีสวดย่อ คือ ขึ้นต้นไปตามลำดับ เหมือนข้อ ๑ ถึงมงคลสูตร ตัดขึ้น อะเส  วะนา

จะ พาลานัง  ฯลฯ (บางท่านขึ้น พะหู เทวา มะนุสสา จะ ฯลฯ) ขัดระตะนะสูตร ตอน

โกฏิสะตะสะหัสเสสุ แล้วสวดระตะนะสูตร ขึ้น  ยังกิญจิ วิตตัง ฯลฯ สวดไปได้ ๕ คาถา แล้ว ข้ามไปสวดคาถาสุดท้าย

คือ ข้าม ยะถินทะขีโล เป็นต้นแล้วไปจับเอา ขีณัง ปุราณัง ทีเดียว

บท กรณียเมตตสูตร จะสวดทั้งหมดหรือตัดขึ้นตั้งแต่ เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง ไปก็ได้

บท ขันธะปริตร จะสวดทั้งหมด หรือตัดขึ้นตั้งแต่ อัปปะมาโณ พุทโธ ไปก็ได้ แล้วข้าม

โมระปริตร ไปสวด ธะชัคคะสูตร เฉพาะ อะนุสสะติปาฐะ คือ อิติปิ โส ภควา ฯลฯ โลกัสสาติ

          บท อาฎานาฏิยะปริตร ขึ้น วิปัสสิสสะ นะมัตถุ ฯลฯ แล้วตัดไปให้จบลงเพียง บทว่า

พุทธัง วันทามะ โคตะมันติ ฯ

          บท อังคุลิมาละปริตร ถ้าเป็นงานในบ้าน หรืองานในวัด แต่เจ้าภาพเป็นชาวบ้าน ให้สวด

ยะโตหัง ด้วย แต่ถ้าเป็นงานของวัด หรือของพระภิกษุโดยเฉพาะให้ตัด ยะโตหัง ออก แล้วขึ้น

โพชฌังโค สะติสังขาโต ฯลฯ ไปจนจบบท แล้วสวด นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง และ ยังกิญจิ

ระตะนัง โลเก ติดต่อกัน ต่อจากนี้ก็ให้มีท้ายสวดมนต์ตามสมควร

          ๓. ในการทำบุญอายุ หรือทำบุญวันเกิด สวดธรรมจักรกัปปะวัตนสูตร ให้แทรกเข้าในระหว่างหน้า มงคลสูตร คือ เมื่อขัดตำนาน เย สันตา ถึงบท สะหะ สัพเพหิ ญาติภิ แล้วขัด

อะนุตตะรัง อภิสสัมโพธิง ฯลฯ ติดต่อกันไป สวดธรรมจักรกัปปะวัตนสูตร ครั้นจบแล้ว ขัด

ยัญจะ ทะวาทะสะวัสสานิ จบแล้วสวดเจ็ดตำนานย่อตั้งแต่มงคลสูตร ต่อไปตามที่เห็นสมควร

          ๔. ในการทำบุญศพ ๗ วัน ๕๐ วัน ๑๐๐ วัน หรือการทำบุญตรงกับวันมรณะบรรจบ

รอบปี  

ขึ้นบท นะโม….ฯลฯ พุทธัง….ฯลฯ แล้วสวดบท ปัพพะโตปะมะคาถา (ยะถาปิ  เสลา ฯลฯ)

ติดกันไปกับบท อะริยะธะนะคาถา (ยัสสะ สัทธา ฯลฯ) ซึ่งไม่ต้องขึ้นมาใหม่ แล้วขัดตำนาน

เย สันตา ถึง สะหะ สัพเพหิ ญาติภิ (ปัจจุบันโดยมากไม่นิยมสวดบทนี้แล้ว) ต่อนั้น

ประสงค์จะสวดพระสูตรหรือปาฐะใด ก็ขัดบทขัดของพระสูตร หรือปาฐะนั้นติดต่อกันไปตามวิธีที่สวดธรรมจักรกัปปะวัตนสูตรในข้อ ๓ แล้วสวดพระสูตรหรือปาฐะนั้น ถ้าสวดธรรมนิยามสูตร ก็ให้สวดติลักขณาทิคาถา ต่อท้ายพระสูตรด้วย แล้วสวด อะวิชชาปัจจะยา สังขารา ฯลฯ ยะทา

หะเว ปาตุภะวันติ ธัมมา ฯลฯ ๓ คาถา อะตีตัง นานวาคะเมยยะ ฯลฯ ต่อด้วยบท ทุกขัปปัตตา ฯลฯ คัจฉันตุ เทวะตา คะตา (ไม่สวด สัพเพ พุทธา) แล้วสวด ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง ฯลฯ จบ

(นักขัตตะยักขะ ฯลฯ ไม่ต้องสวด)

          ข้อสังเกตว่า การสวดงานนี้ ถ้าสวดก่อนฉันเพล คือ ทำบุญแล้วนิมนต์ฉันเช้าหรือฉันเพล เมื่อสวดจบบท ทุกขัปปัตตา แล้วให้ขึ้นบทถวายพรพระ (อิติปิ โส ฯลฯ พาหุง ฯลฯ ) ไปจนจบ

ด้วย เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ แต่ถ้าสวดภาคบ่าย เย็น หรือ กลางคืน ไม่ต้องสวดบทถวายพรพระ)

          ๕. ในการทำบุญ ๗ วันอัฐิ หรือที่เรียกว่าทำบุญปลดทุกข์ ต่อจากงานฌาปนกิจ

(เผาศพแล้ว) ท่านจัดเป็นงานมงคล คือทำบุญเรือน ใช้สวดเจ็ดตำนานย่อตามวิธีในข้อ ๒ แต่มีข้อสังเกตว่า งานนี้ควรสวดบท สุปุพพัณหะสูตร ด้วย ซึ่งเป็นสูตรที่ใช้สวดได้ในงานมงคลทั่วไป จะสวดแทรกเข้าระหว่าง บทใดตามแต่จะเห็นสมควร

๖.  ในการทำบุญบังสุกุลศพหรืออัฐิ ที่เรียกว่า สวดมาติกา คือ ตั้ง นะโม   แล้วสวด

ธัมมะสังคะณีมาติกาปาฐะ (กุสลา ธมมา ฯลฯ) วิปัสสนาภูมิปาฐะ (ปัญจักขันธา บทใหญ่ บางแห่งจะงดเสียก็ได้ตามควรแก่เวลา) ปัฏฐานะมาติกาปาฐะ (เหตุปัจจะโย ฯลฯ) จบแล้วจึงพิจารณาบังสุกุล

          ๗. ถวายพรพระ ให้สวดในเวลาเช้า-เพล ก่อนฉัน ในกิจนิมต์ทุกอย่าง ขึ้น นะโม ฯลฯ

อิติปิ โส ฯลฯ พาหุง ฯลฯ มะหาการุณิโก ฯลฯ และ ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง ฯลฯ

          ๘. อนุโมทนาวิธี มี ๒ อย่าง คือ สามัญ หรือ ปกติอนุโมทนา ๑. วิสามัญ หรือ วิเสสอนุโมทนา ๑. ใช้ในเวลาฉันเสร็จแล้ว หรือภายหลังแห่งการถวายทานของทายกทั่วไป

          ก. สามัญอนุโมทนา คือผู้เป็นประธานเริ่มนำว่า ยะถา วาริวะหา ฯลฯ แล้วรับ สัพพีติโย

ฯลฯ ว่าพร้อมกัน อย่างนี้เป็นวิธีซึ่งต้องใช้ในการอนุโมทนาทั่วไป

          ข. วิสามัญอนุโมทนา ใช้สวดต่อจากสามัญอนุโมทนาไปตามสมควรแก่งาน เช่น

มงคลจักรวาลน้อย ใช้ในการมงคลตามปกติทั่วไป

          ส่วนเกณิยานุโมทนา สำหรับผู้เป็นประธานว่านำรูปเดียว ใช้นำกาลทานสุตตะคาถา

หรือวิหารทานคาถา ตามสมควรแก่งาน คือ กาลทานสุตตะคาถา ใช้อนุโมทนาในการทำบุญ

ตามกาล เช่น การกฐิน ถวายผ้าอาบน้ำฝน ผ้าจำนำพรรษา หรือ สลากภัต เป็นต้น วิหารทานคาถา ใช้อนุโมทนาในการทำบุญฉลองวัด หรือโบสถ์ วิหาร ศาลา และกุฏิ เป็นต้น