?

การจัดอาสน์สงฆ์รับกฐิน

มีธรรมเนียมอยู่อย่างหนึ่งสำหรับพระอารามหลวงทุกอาราม เวลาจัดรับกฐินต้องจัดในพระอุโบสถ และตั้งอาสน์สงฆ์ด้านขวาพระหัตถ์พระประธานเสมอไป

เมื่อถึงคราวจัดให้พระสงฆ์นั่ง ถ้าวัดนั้นมีพระน้อย พึงนั่งแถวเดียว ถ้ามีพระมาก พึ่งจัดตั้งเป็นสองแถว หรือ สามแถว หรือกว่านั้น ให้นั่งเว้นระยะห่างกันประมาณ ๑ คืบ ตามสมณศักดิ์

วิทยฐานะ พรรษาอาวุโส (โดยนั่งสับฟันปลา เพื่อมิให้นั่งหน้ากันและกัน และพัดยศซ้อนกัน

หรือแม้จะตั้งพัดเหลื่อมล้ำไปบ้างก็ดูไม่เสียระเบียบ ส่วนด้านสุดอาสน์สงฆ์ แถวหลังที่ ๒-๓?

ต้องร่นให้ชิดบนเล็กน้อย ถึงแม้จะเสียแนวไปบ้างก็ไม่ถึงกลับไม่น่าดู) แถวหน้าต้องนั่งซ้าย

ทับขวา (เขาทรายทับเท้าขวา) เพื่อมิให้ปลายเท้าออกไปภายนอก

รูปใดเป็นผู้สวดให้ผ้ากฐิน รูปนั้นควรนั่งต้นแถวที่ ๒ และที่ ๓ เพื่อเมื่อถึงคราวสวดกรรมวาจา จักไม่ต้องโยกย้ายที่นั่ง

?

การวางพัดยศ

เมื่อจัดแถวที่นั่ง ต้องเว้นที่พอวางพัดยศได้ เมื่อจะวาง ต้องวางด้านหน้าจากที่นั่ง

ให้ใบพัดอยู่ระหว่างเขาต่อเขา ใบพัดของรูปที่ ๑ ตรงเข่าซ้ายของตน ต่อไประหว่างของรูปที่ ๑ กับรูปที่ ๒ ของรูปที่ ๒ กลับรูปที่ ๓ ฯลฯ เป็นลำดับ

ถ้าเป็นกฐินราษฎร์ มักนิยมจัดรับที่ศาลาการเปรียญ เพราะผู้ร่วมอนุโมทนามีจำนวนมากการถวายกฐินก็ถวายที่ศาลาการเปรียญ การจัดอาสน์สงฆ์ไม่จำกัด คงใช้อาสน์สงฆ์เดิม

พระสงฆ์คงนั่งเป็นแถวเดียวห่างกันพอสมควร

?

การรับกฐิน

เมื่อพระสงฆ์นั่งพร้อมบนอาสน์สงฆ์แล้ว พึงนั่งในท่าสงบ ตั้งตัวตรงมือประสานกัน

ท่าสมาธิ ห้ามนั่งเท้าแขนเป็นอันขาด เพราะไม่งาม

ถ้าเป็นพระกฐินหลวง หรือผ้ากฐินต้น หรือกฐินพระราชทาน ต้องใช้พัดยศและไม่มีการ

รับศีล กล่าวคำถวายเฉพาะผู้เป็นประธานแต่ผู้เดียว ถ้าเป็นกฐินราษฎร์ใช้พัดยศไม่ได้ และมีการรับศีลด้วย

เมื่อเจ้าภาพกล่าวคำนมัสการแล้ว พอกล่าวถึงคำว่า อิมํ สปริวารํ ฯเปฯ พระสงฆ์ทั้งหมดประนมมือพร้อมกัน ให้ตั้งอยู่ในระหว่างอก นิ้วประสานการแนบสนิทชิดติดกัน เมื่อทายกกล่าว

จบคำว่า

โอโณชยาม พึงรับว่า สา-ธุ พร้อมกัน บางแห่งใช้คำถวายยาว พอถึงคำว่า ?หิตายะ สุขายะ? พึ่งรับว่า ?สา-ธุ? พร้อมกัน

ในที่บางแห่งเจ้าภาพประสงค์จะประเคนผ้ากฐิน ถ้าเขาไม่ได้ประเคนแล้ว เขาไม่สบายใจ

ฉะนั้น พระภิกษุรูปที่ ๒ หรือ รูปที่ ๓ ซึ่งอยู่ใกล้ที่ตั้งผ้ากฐินนั้นรับประเคนได้ แต่เป็นการรับประเคนแทนสงฆ์

ต่อจากนั้นพระภิกษุที่ ๑ เพิ่งหยิบพัดขึ้นตั้งเพื่ออปโลกน์

?

การจับพัด

๑. จับพัดใต้นมพัด (ลูกแก้วใต้ใบพัดมีแกะลาย และไม่แกะลาย) ประมาณ 4-5 นิ้ว

๒. ตั้งพัดให้อยู่ในระดับเข่า

๓. ตั้งใบพัดให้ตรง อย่าให้เอนเข้า หรือง้ำออก

?

วิธีการอุปโลกน์กฐินราษฎร์

เมื่อทายกกล่าวคำถวายจบ และพระสงฆ์ทั้งปวงรับ สาธุ แล้วเป็นหน้าที่ของเจ้าอาวาสหรือพระภิกษุผู้สามารถ

พึงตั้งพัดขึ้น พร้อมกับพระสงฆ์ทั้งปวงประนมมือขึ้น ?แล้วกล่าวคำอุปโลกน์ เป็นรูปที่ 1 ดังนี้

ผ้ากฐินทาน กับทั้งผ้าอานิสงส์บริวารทั้งปวงนี้เป็นของ (.๑.) ประกอบด้วย ศรัทธาปสาทาทิคุณ

พร้อมด้วยญาติสายโลหิตมิตรสหาย และท่านที่เคารพนับถือนำมาถวายแต่พระภิกษุสงฆ์ผู้อยู่จำพรรษากาลถ้วนไตรมาสในอาวาสนี้

ก็แล ผ้ากฐินทานนี้เป็นของบริสุทธิ์ดุจเลื่อนลอยมาโดยนภาอากาศแล้วและตกลงในท่ามกลางสงฆ์ จะได้จำเพาะเจาะจงพระภิกษุ

รูปใดรูปหนึ่งก่อนนั้นหามิได้ โดยมีพระบรมพุทธานุญาตไว้ว่า ให้พระสงฆ์ทั้งปวงพร้อมกันยอมอนุญาตให้แก่พระภิกษุรูปหนึ่ง

เพื่อกระทำกฐินนัตถารกิจ และมีคำพระอรรถกถาจารย์ผู้รู้พระบรมพุทธาธิบายสังวรรณนาไว้ว่า พระภิกษุรูปใดกอปร์ด้วย ศีบสุตาทิคุณ

มีสติปัญญาสามารถรู้ธรรม 8 ประการ มีบุพพกรณ์ เป็นต้น พระภิกษุรูปนั้นจึงควรเพื่อรับผ้ากฐินทานนี้ได้ บัดนี้

พระสงฆ์ทั้งปวงเห็นสมควรแก่พระภิกษุรูปใด จงพร้อมกันยอมอนุญาตให้แก่พระภิกษุรูปนั้นเทอญ

เมื่อรูปที่ ๑ กล่าวจบ พระภิกษุทั้งปวงไม่ต้องรับ สาธุ ให้พระภิกษุรูปรองลงไปตั้งพัดขึ้นพร้อมกับพระสงฆ์ทั้งปวงคงประนมมืออยู่อย่างนั้น แล้วกล่าวคำอปโลกน์เป็นรูปที่ ๒ ต่อไปดังนี้

????????? ?ผ้ากฐินทานกับทั้งผ้าอานิสงส์บริวารทั้งปวงนี้ ข้าพเจ้าพิจารณาเห็นสมควรแก่ท่าน

(...๒) เป็นผู้มีสติปัญญาสามารถเพื่อจะกระทำกฐินนัตาถารกิจให้ถูกต้องตามพระบรมพุทธานุญาตได้ถ้าพระภิกษุรูปใดเห็นไม่สมควร

จงทักท้วงขึ้นในท่ามกลางสงฆ์ ถ้าเห็นสมควรแล้ว จงให้สัททสัญญาสาธุการขึ้นให้พร้อมกัน

เมื่อรูปที่ ๒ กล่าวจบแล้ว พระสงฆ์ทั้งปวงพึงเปล่งสัททสัญญาขึ้นให้พร้อมกันว่า สา-ธุ

ต่อจากนั้นหากเป็นการรับผ้ากฐินในโบสถ์ พระสงฆ์ทั้งปวง พึงหันหน้าเข้าหาพระประธาน

พระภิกษุองค์ครองพร้อมกับพระภิกษุคู่สวด พึงกราบพระพุทธประทาน ๓ หน แล้วพระภิกษุองค์คลองพึงหันหน้าเข้าหาพระภิกษุคู่สวด

พระภิกษุคู่สวดยกผ้าไตรครองกฐินมาตั้งไว้ตรงหน้า เวลาจะสวดจะใช้ผ้าผืนใดเป็นผ้ากฐิน พระคู่สวดจะต้องชักผ้าผืนนั้นจากอะไรออกมา

พาดขวางวางบนไปแล้ว ตั้งนโม และสวดญัตติ ทุติยกรรมวาจาให้ผ้ากฐินเลยทีเดียว เมื่อสวดญัตติทุติยกรรมวาจาจบแล้ว

พระภิกษุองค์ครองนำผ้าไตรจีวรนั้นไปครอง พระสงฆ์ทั้งปวงหันหน้ากลับไปหาทายก และเมื่อพระภิกษุองค์คลองกลับมานั่งอาสน์สงฆ์แล้ว

รับวัตถุไทยธรรม และอนุโมทนาตามระเบียบ แต่ถ้าเป็นการรับผ้ากฐินบนศาลาการเปรียญ เมื่อรูปที่ ๒ กล่าวคำอปโลกน์ และพระสงฆ์ทั้งปวงรับ สาธุ

แล้วเพิ่งรับวัตถุไทยธรรม และอนุโมธนาเลยทีเดียว สำหรับการสวดญัตติทุติยกรรมวาจานั้นพึงนำไปกระทำในโบสถ์ ภายหลังเมื่อเสร็จพิธีอื่นๆ

แล้วส่วนพิธีกรรมอนุโมทนาการกรานกฐินนั้น พึงกระทำในเวลาอื่นแต่ถ้าสวดญัตติกรรมในโบสถ์ จะกระทำติดต่อไปเลยก็ได้ ทั้งนี้ต้องทำให้เสร็จ

ในวันนั้นเท่านั้น จะทำในวันอื่นไม่ได้ฯ

การรับผ้ากฐิน พึงปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระวินัยนิยม และพระสงฆ์ทั้งปวงที่นั่งรับผ้ากฐินนั้นพึ่งนั่งตั้งตัวตรง

ประนมมือไว้ระหว่างอก มีกิริยามารยาทเรียบร้อย เป็นที่ตั้งแห่งความศรัทธาเลื่อมใสแห่งทายกทายิกา ผู้เป็นเจ้าภาพและผู้ร่วมอนุโมทนา

?

แบบกรรมวาจาสวดให้ผ้ากฐิน

?ตั้ง นโม ๓ จบ ตามวิธีของกรรมวาจา (นโม ๕ ชั้น หรือ นโม แฝด)

สุณาตุ/ เม ภนฺเต สงฺโฆ// อิทํ สงฺฆสฺส กฐินทุสฺสํ อุปฺปนฺนํ// ยทิ/ สงฺฆสฺส ปตฺตกลฺลํ สงฺโฆ/

อิมํ กฐินทุสฺสํ อายสฺมโต เขมจาริสฺส ทเทยฺย/ กฐินํ อตฺถริตํุ//เอสา ญตฺติ//

สุณาตุ/ เม ภนฺเต สงฺโฆ// อิทํ สงฺฆสฺส กฐินทุสฺสํ อุปฺปนฺนํ// สงฺโฆ/ อิมํ กฐินทุสฺสํ อายสฺมโต เขมจาริสฺส เทติ/ กฐินํ อตฺถริตุํ// ยฺสสายสฺมโต ขมติ/ อิมสฺส กฐินทุสฺสสฺส อายสฺมโต เขมจาริสฺส ทานํ// โส ตุณฺหสฺส// ยสฺส/ นกฺขมติ// โส ภาเสยฺย//

ทิฺนํ อิทํ สงฺเฆน/ กฐินทุสฺสํ/ อายสฺมโต เขมจาริสฺส/ กฐินํ อตฺถริตุํ// ขมติ/ สงฺฆสฺส// ตสฺมา ตุณหี// เอวเมตํ ธารยามิ// ฯ

?

การกรานกฐิน

พระสงฆ์ทั้งหมด หันหน้าเข้าหาพระประธาน ตั้ง นโม พร้อมกันทุกรูป (นะโม ๓ ชั้น)

แล้วรูปที่เป็นผู้ครองกฐินหันหน้ากลับมาหาพระสงฆ์ จับผ้า (สังฆาฏิ) หรือรูปภาพแล้วกล่าว

คำว่า อิมาย สงฺฆาฏิ ยา กฐินํ อตฺถรามิ ๓ ครั้ง (นี่ใช้สังฆาฏิกราน) เมื่อจบแล้วหละกล่าวให้

พระสงฆ์อนุโมทนาว่า

อตฺถตํ ภนฺเต สงฺฆสฺส กฐินํ// ธมฺมิโก กฐินตฺถาโร// อนุโมทถ// ฯ(๓ ครั้ง)

นี่เป็นการกล่าวแก่สงฆ์ ถึงแม้ลูกกล่าวจะมีอายุพรรษาแก่กว่าก็ต้องใช้คำว่า ภนฺเต

พระสงฆ์กล่าวอนุโมทนาว่า

ภนฺเต อตฺถตํ สงฺฆสฺส กฐินํ// ธมฺมิโก กฐินตฺถาโร// อนุโมทาม// ฯ (๓ ครั้ง)

อาวุโส

คำอาลปนะว่า อาวุโส หรือ ภนเต ให้กำหนดพรรษา ของรูปที่เป็นองค์ครองเป็นประมาณฯ